LINE : @ufa44
18/10/2018 4:06 AM
LOGIN UFABET
USERNAME :
PASSWORD :
เข้าสู่ระบบ PARTNER OF UFABET.COM

วิเคราห์ฟุตบอลโลกกลุ่ม H

เมื่อฟุตบอลโลก 2018 ใกล้เข้ามาทุกขณะ FOX Sports Asia จึงขอทำหน้าที่วิเคราะห์เจาะลึกจุดเด่น-จุดด้อย และสไตล์ของแต่ละทีมในกลุ่มให้แฟนบอลได้รับชม มาทำความรู้จักสมาชิกในกลุ่ม H ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายกัน

กลุ่ม H

สมาชิกร่วมกลุ่ม : โปแลนด์ , เซเนกัล , โคลอมเบีย , ญี่ปุ่น

โปแลนด์

เข้าร่วมฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ : 7 ครั้ง

ผลงานที่ดีที่สุด : อันดับที่ 3 (1974 , 1982)

จุดแข็ง : โปแลนด์เป็นทีมที่อันดับฟีฟ่าแรงกิ้งสูงมาก (ปัจจุบันคือที่ 8) เมื่อบวกกับการคว้าแชมป์กลุ่มอย่างราบคาบในรอบคัดเลือก ทำให้พวกเขาได้อยู่ในโถที่ 1 และอยู่ในสายที่คู่แข่งไม่หนักมาก

แน่นอนว่าขุนพลโปลมีสตาร์ดังอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่พวกเขายังมีแดนกลางจอมเก๋าอย่างยาคุบ บลาสซีคอฟสกี้ และ เกอร์เซกอร์ส ครีโชเวี้ยค และตัวริมเส้นอย่าง คามิล โกรซิชกี้ และ พิโอเตอร์ ซีลินสกี้ แถมยังมีตัวหลักในแนวรับอย่าง คามิล กลิก คุมแผงหลัง

แม้จะไม่ใช่ทีมที่มีผู้เล่นระดับท็อปอยู่กันคับคั่ง แต่พวกเขามีความเข้าใจในเกมที่ดีพอสมควร และถือเป็นทีมคุณภาพทีมหนึ่งจากโซนยุโรป

จุดอ่อน : ศูนย์หน้าทางเลือกของทีม เพราะหากไม่มี เลวานดอฟสกี้ สักคน ทุกอย่างคงลำบาก ครั้งจะฝากความหวังไว้ที่ อาร์คาดิอุส มิลิค หรือ ลูคัส ทีโอดอร์ซิค ก็คงลำบาก มิพักต้องพูดถึง ดาวิด โคว์นัคกี้ ของ ซามพ์โดเรีย ที่ติดทีมชาติแค่ 2 นัด

โปแลนด์มีสมดุลในตำแหน่งอื่นที่ดี ยกเว้นตำแหน่งกองหน้า

สไตล์การเล่น : เป็นอีกทีมที่เน้นขึ้นเกมทางริมเส้นเป็นหลัก ทั้งแบ็ก และ ปีกพร้อมจะเติมขึ้นมาสนับสนุนศูนย์หน้าตัวเป้าอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซึ่งเอาเข้าจริงสามารถยิงประตูได้จากทุกพื้นที่ของสนาม

สตาร์โดดเด่น : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค)

เราพูดถึง “เลวาน” กันมาตลอด ฉะนั้นก็คงไม่สามารถพูดถึงใครได้อีก และคงต้องบอกว่า หากเขาโชว์ฟอร์มไม่ออกในฟุตบอลโลกหนนี้ โปแลนด์คงแทบไม่มีอาวุธอื่นจะไปพิฆาตคู่แข่งในรอบลึกๆ ได้

ความคาดหวัง : หนึ่งในทีมม้ามืดที่อาจทะลุเข้าไปได้ถึงรอบตัดเชือก

โอกาสที่น่าจะเป็น : โปแลนด์คือทีมวางของกลุ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเข้ารอบไปได้ง่ายๆ เพราะทรงบอลพวกเขาก็ไม่ได้เหนือกว่าทีมอย่างเซเนกัล หรือ โคลอมเบียมากนัก พวกเขาอาจต้องสู้เหนื่อยหน่อย

ที่สำคัญฟอร์มอุ่นเครื่องของทีมก็ไม่ได้ดีมาก ฉะนั้นพวกเขาอาจโดนเกมสไตล์ละตินของโคลอมเบีย หรือ บอลลูกบู๊ของเซเนกัล เล่นงานได้เหมือนกัน เชื่อว่ามิติการพึ่ง เลวานดอฟสกี้ มากเกินไป อาจทำให้ทีมไปได้ไม่ไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

Samuel Shivambu/BackpagePix

เซเนกัล

เข้าร่วมฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ : 1 ครั้ง

ผลงานที่ดีที่สุด : รอบก่อนรองชนะเลิศ (2002)

จุดแข็ง : เซเนกัลเป็นทีมโกอินเตอร์ ไม่มีนักเตะคนไหนที่ค้าแข้งในประเทศเลยแม้แต่คนเดียว หลายรายกระจายตัวเล่นอยู่ในอังกฤษ, ฝรั่งเศส , เยอรมนี และ อิตาลี พวกเขาแข็งแกร่งในทุกโซนการเล่น ไม่ว่าจะเป็น คาลิดู คูลิบาลี่ (นาโปลี) คุมเกมรับ , อิดริสซ่า กาน่า เกย์ (เอฟเวอร์ตัน) คุมแผงมิดฟิลด์ และมีซาดิโอ มาเน่ สตาร์จากลิเวอร์พูล เดินเกมรุก ฉะนั้นถ้าวัดกันที่คุณภาพนักเตะ พวกเขาไม่น้อยหน้าใครในแผ่นดินกาฬทวีป

จุดอ่อน : ดูจากรายชื่อแนวรับของเซเนกัลแล้วมีเพียง คูลิบาลี่ คนเดียวที่ไว้ใจได้ ส่วนผู้เล่นรายอื่นค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากผู้เล่นสไตล์แอฟริกันมักจะแพ้ทางบอลเทคนิคสูงสไตล์ละตินและยุโรป ซึ่งจุดนี้อาจทำให้แข้งจากดาการ์เสียคู่ต่อสู้ร่วมกลุ่มได้

สไตล์การเล่น : เซเนกัลมีแผงแดนกลางที่ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง เพื่อใช้ตัดเกม และช่วงชิงเปอร์เซนต์การครองบอล ส่วนการขึ้นเกม พวกเขามีตัวรุกที่มีความคล่องตัวสูงทั้ง มาเน่ , เอ็มบาย เนียง และ เกอิต้า บัลเด้ ที่พร้อมเล่นงานคู่แข่งด้วยลูกฉวยโอกาสและโต้กลับ

สตาร์โดดเด่น : ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)

ดาวเตะ “หงส์แดง” คืออาวุธหนักที่สุดของเซเนกัลในฟุตบอลโลกหนนี้ เขาทำไปแล้ว 14 ประตูจากการรับใช้ชาติ และต้องการเพิ่มสถิติของตัวเองให้มากเข้าไปอีก กองหลังคู่แข่งต้องรับมือให้ดี อย่าปล่อยให้เขาคลาดสายตาไปโดยเด็ดขาด

ความคาดหวัง : เป็นม้ามืดให้ได้เหมือนเมื่อปี 2002

โอกาสที่น่าจะเป็น : เอาเข้าจริงเซเนกัลชุดนี้ หากไม่นับผู้เล่นแนวรับ (ที่ไม่ใช่คูลิบาลี่) พวกเขามีทีมที่ดีทีเดียว และมีโอกาสไม่น้อยที่จะผ่านรอบแรกไปได้ เพียงแต่ต้องมีความเคี่ยวพอในการเก็บได้ ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ของนักเตะส่วนใหญ่ในทีมสูงขนาดที่ไม่น่าจะตื่นกับเวทีใหญ่ พวกเขาน่าจะผ่านรอบแรก แต่อาจไปสลบที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

โคลอมเบีย

เข้าร่วมฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ : 5 ครั้ง

ผลงานที่ดีที่สุด : รอบก่อนรองชนะเลิศ (2014)

จุดแข็ง : โคลอมเบียมีผู้เล่นแนวรุกที่ดุร้ายพอสมควรในเวิลด์ คัพหนนี้ นักเตะตัวจี๊ดฝังตัวกันเต็มทั้งตัวริมเส้นอย่างฮวน กัวร์ดาโด้ และ โฮเซ่ เอสเควร์โด้ , ศูนย์หน้าอย่างคาร์ลอส บัคค่า , หลุยส์ มูเรียล , และที่ขาดไม่ได้คือตัวคีย์แมนอย่าง ฮาเมส โรดริเกซ นั่นทำให้พวกเขามีอาวุธหลากหลายในการเจาะประตูคู่แข่ง

จุดอ่อน : ในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา โคลอมเบียเป็นทีมที่ใช้โอกาสค่อนข้างเปลือง พวกเขาเป็นทีมที่ขึ้นเกมรุกได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องจบสกอร์ให้ลงเท่านั้น ซึ่งหากทำได้พวกเขาจะกลายเป็นทีมแถวหน้าทีมหนึ่งในเวิลด์ คัพครั้งนี้ด้วยซ้ำ

สไตล์การเล่น : โคลอมเบียใช้ระบบ 4-2-3-1 ในการโจมตีคู่แข่ง โดยใช้วิงแบ็กสองฝั่งทั้งฟาริด ดิอาซ (แบ็กซ้าย) และ ซานติอาโก้ อาริอาส (แบ็กขวา) ขึ้นเกม โดยมีขุมกำลังเกมรุกอย่าง มาเตอุส อูริเบ้ (หรือ เอสเควร์โด้) , ฮาเมส และ กัวร์ดาโด้ สนับสนุนศูนย์หน้าตัวเป้า ซึ่งอยู่ที่ว่าโฮเซ่ เปเกอร์มัน จะเลือกใครระหว่าง ราดาเมล ฟัลเกา หรือ คาร์ลอส บัคค่า

สตาร์โดดเด่น : ฮาเมส โรดริเกซ (บาเยิร์น มิวนิค)

ดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์เมื่อ 4 ปีก่อน และยังเป็นสตาร์หมายเลข 1 นำทีมมาเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฮาเมส ที่โตขึ้นในวัย 26 ปี เพิ่มกระดูกของตัวเองขึ้นกว่าปี 2014 ด้วยการค้าแข้งกับทีมอย่างเรอัล มาดริด และโดยเฉพาะการเรียนรู้ระบบทีมของ บาเยิร์น มิวนิค นั่นทำให้เขาผสมผสานเทคนิคของตัวเองเข้ากับแท็กติกวิธีการเล่นที่ฉลาด และทำให้เขาดูน่ากลัวขึ้นไปอีกในเวิลด์ คัพหนนี้

ความคาดหวัง : ไปให้ไกลเท่า (หรือไกลกว่า) 4 ปีที่แล้ว

โอกาสที่น่าจะเป็น : ด้วยกลุ่มที่ไม่หนักมาก ทำให้โคลอมเบียมีโอกาสเข้ารอบพอๆกับโปแลนด์ และ เซเนกัล การมีผู้เล่นตัวรุกที่เล่นอยู่ในยุโรปหลายคน และล้วนแล้วแต่เป็นตัวเทคนิคสูง จะทำให้โคลอมเบียเอาตัวรอดจากรอบแรกได้ แต่จะไปไกลแค่ไหนในรอบน็อคเอาท์คงขึ้นอยู่กับดวงในการไขว้สายประกบคู่ ซึ่งโอกาสที่พวกเขาจะทะลุไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเหมือนหนที่แล้วก็มีอยู่เหมือนกัน … หากพวกเขาขจัดปัญหาที่กล่าวไปข้างต้นคือ “การจบสกอร์จังหวะสุดท้าย”

ญี่ปุ่น

เข้าร่วมฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ : 5 ครั้ง

ผลงานที่ดีที่สุด : รอบ 16 ทีมสุดท้าย (2002 , 2010)

จุดแข็ง : แข้งซามูไรชุดนี้ยังมีชุดผู้เล่นที่ดีกว่าทีมอื่นในเอเชียอยู่หลายช่วงตัว ผู้เล่นแทบจะครึ่งทีมค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีกา เยอรมนี ทำให้พวกเขาเข้าใจ “ฟุตบอลระบบ” เป็นอย่างดี ญี่ปุ่นขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องทีมเวิร์ค เมื่อผสมผสานกับความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นเกมรุก ก็ทำให้พวกเขาเป็นอีกหนึ่งสีสันของฟุตบอลโลก

จุดอ่อน : ไร้คีย์แมนที่แท้จริง เมื่อ เคซึเกะ ฮอนดะ และ ชินจิ คากาวะ อยู่ในช่วงขาลง ส่วนศูนย์หน้าพึ่งใครไม่ได้แล้วนอกจากชินจิ โอกาซากิในวัย 32 ปี ญี่ปุ่นต้องถ่ายเลือดโดนด่วนหลังจบเวิลด์ คัพครั้งนี้โดยเร่งส่งผู้เล่นดาวรุ่งออกไปเล่นยุโรปมากขึ้น หรือไม่ก็ดันผู้เล่นจากชุดเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งน่าจะเห็นซามูไรโฉมใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า นอกจากนี้แผงหลังของพวกเขาไม่แข็งเท่าไหร่ เสียประตูง่ายเกินไป

สไตล์การเล่น : นักเตะญี่ปุ่นรู้ดีว่าพวกเขาเสียเปรียบเรื่องรูปร่าง ฉะนั้นพวกเขาไม่ออกริมเส้นและโยนบอลพร่ำเพื่อ แต่จะใช้ความคล่องตัวและความเข้าใจในเกมต่อบอลและเคลื่อนที่ขึ้นไปทำประตู ญี่ปุ่นมีเซนส์บอลของบราซิล , เยอรมนี และสเปน ผสมผสานกันทำให้พวกเขามีสรีระเป็นคนเอเชีย แต่วิธีการเล่นก็คือทีมจากยุโรปดีๆทีมหนึ่งนั่นเอง

สตาร์โดดเด่น : ทาคาชิ อินูอิ (เรอัล เบติส)

ดาวเตะตัวริมเส้นที่ฟอร์มฉูดฉาดที่สุดในลา ลีกา สเปนฤดูกาลก่อน กับเออิบาร์ เขาเพิ่งถูก เรอัล เบติส ดึงตัวมาหลังจากฤดูกาลปิดตัวไปไม่นาน และทำสองประตูในเกมอุ่นเครื่องล่าสุดกับปารากวัย มองแล้วการขึ้นเกมน่าจะมาฝากไว้ที่ตัวริมเส้นอย่างเขาเป็นหลัก และน่าจะเป็นตัวที่โค้ชฝั่งตรงข้ามสั่งประกบติด

ความคาดหวัง : สู้ตายเยี่ยงวิถีซามูไรและไปให้ไกลที่สุด

โอกาสที่น่าจะเป็น : ญี่ปุ่นชุดนี้ดูเป็นรองชุดก่อนๆอยู่พอสมควร พวกเขามีมาตรฐานที่ยังสูงกว่าทีมในเอเชียด้วยกัน แต่เชื่อว่าสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นมองข้ามระดับเอเชียไปนานแล้ว พวกเขาต้องการก้าวขึ้นไปเทียบชั้นกับทีมระดับโลก แต่ปัญหานักเตะตัวหลักโรยรา ทำให้แข้งปลาดิบชุดนี้ไม่มีเพลย์เมกเกอร์ที่เฉียบขาดเหมือนก่อน ผนวกกับฟอร์มอุ่นเครื่องที่ย่ำแย่ติดกัน (จนนัดสุดท้ายถึงจะมาเอาชนะปารากวัยได้) แม้จะอยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็งแต่หนนี้ พวกเขาไม่ได้ดูเป็นม้ามืดที่น่าจับตามองเหมือนทุกครั้ง และน่าจะตกรอบแรกไปตามสภาพเพื่อซ่อมทีมและกลับมาใหม่อีก 4 ปีข้างหน้าที่กาตาร์

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ : วิเคราห์ฟุตบอลโลกกลุ่ม H